ทักทายกันอีกที ..ในรอบหลายปี ^^

KrooAnon003สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ ไม่ได้เขียนอะไรลงบล็อกมานาน ไม่ได้ตอบคอมเม้นท์จากหลายๆ ท่านที่ซักถามเข้ามา จนหลายท่านอาจคิดว่า เจ้าของบล็อกคงลืมรหัสผ่านไปแล้วล่ะมั๊ง 😀 (ไม่อยากคิดว่าเป็นเหตุผลอื่นครับ ^^) ยังอยู่ครับ ยังอยู่ รหัสเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์หลายตัว ก็ต้องขออภัยจากทุกท่านด้วย ซึ่งที่ไม่ได้มาเขียนเพราะหาเรื่องเขียนยังไม่ออกครับผม 😀  แล้ววันนี้ที่มา ก็เพราะอยากมาเขียนทักทายเล็กน้อยก่อน อย่างน้อยก็พอให้เห็นว่า เจ้าของบล็อกยังอยู่ครับ อยู่สบายดี น้ำหนักขึ้นไปหลายกิโล แต่ตอนนี้ก็ลดลงบ้าง เพราะช่วงงดเหล้า เข้าพรรษา ปีนี้เขารณรงค์ให้พักตับครับ พักตับ 3 เดือน  พักแล้วสุขภาพดีมากเลยครับ เชิญชวนทุกท่านที่่เป็นนักดื่ม ลองพักดูบ้างนะครับ ไม่ต้องกลัวเพื่อนจะหดหาย เพราะอีก 3 เดือน เจอกันใหม่จ้าาา .. ^^
สำหรับวันนี้ก็มาทักทายกันเท่านี้ก่อนก็แล้วกันครับ คราวหน้าจะสแกนภาพอเมริกา มาลงในเว็บบล็อกแห่งนี้ให้ผู้ที่สนใจได้ติดตามอ่านกันต่อไปครับ ขอบคุณครับ -/\-  🙂

โฆษณา

Hello world! สวัสดีครับพี่น้อง

Welcome to anonmemory.wordpress.com. This is my first post in my first blog. Thank you for visiting my blog. Thank you wordpress.com My blog use only Thai language. Let’s Go!
   

manhattan3 
ยินดีต้อนรับสู่บล็อกส่วนตัวของกระผม นายอนนท์  หาญโกรธา  ครูโรงเรียนบ้านทองหลาง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งวันนี้(วันเสาร์)ขอวางชอล์ก วางแปรงลบกระดาน หันหลังให้กระดานดำ หันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์ จับเม้าส์ จับคีย์บอร์ดเขียนเรื่องราวบอกเล่าสารพัดเรื่อง โดยเฉพาะประสบการณ์ส่วนตัวที่ครั้งหนึ่งได้ไปใช้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 90 วัน  ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมา 9 ปีเต็มแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกยังอุ่นๆ อยู่เลยครับ… ภาษาที่ใช้ในบล็อกนี้อาจดูทะแม่งๆ ขัดโสตประสาทไปบ้างต้องขออภัย อยากให้อ่านสบายๆ ลืมไปซะว่าผมเป็นครู เป็นพ่อพิมพ์ของชาติที่จะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ เอาเป็นว่าบล็อกของผมไม่ได้ด่าใครแน่นอน 🙂 ก็แค่อยากเขียนอาไรตามจายฉานบ้างเด้อ รูปประกอบไม่ค่อยหล่อต้องขอโทษอย่างแรง ท่านจะเจอรูปผู้ชายในภาพไปอีก นานนนนน… และสุดท้าย ขอรับรองว่าบล็อกของผมไร้สาระเชิงวิชาการอย่างแท้จริง อิอิ 🙂

เดินตลาดสินค้าเกษตรอเมริกา

มะเขือ

pop eyeเป็นกิจกรรมยากว่างที่ผมชอบมาก เพราะได้เห็นผลผลิตทางการเกษตรของอเมริกา  เพราะอเมริกาเองเขาก็มีเกษตรกร ที่ปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ เหมือนกับบ้านเรา แต่ลักษณะและการใช้เทคโนโลยีช่วยจะต่างกับเรามาก มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ ผลผลิตของเขามันมีแต่ของใหญ่ๆ 😀 มะเขือก็ใหญ่ ฟักทองก็ใหญ่ (อยู่โน่นต้องเรียกพัมคิน ถ้าออกเสียงฟัก-ทอง ฝรั่งจะมองขวับ พร้อมกับนึกในใจว่า ไอ้นี่ด่าตรูหรือเปล่าวะ ^^)  ก็นานๆ จะได้ออกมาเดินแบบนี้ครับ เพราะงานสอนจะค่อนข้างหนัก การเตรียมกิจกรรมต้องทำอยู่ทุกวันเลย

 

การเดินทางสู่อเมริกา

air thaiหลายคนไม่เคยแม้แต่นั่งเครื่องบิน ผมก็เช่นกัน ไปอเมริกาคราวนั้น เป็นการนั่งเครื่องบินยาวนานที่สุด รวมเวลาเดินทางตั้งแต่ออกจากสนามบินดอนเมือง (ยังไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ) จนถึงนครนิวยอร์ก ประมาณ 25 ชั่วโมง  คณะเราที่ไปด้วยกันต่างก็พากันตื่นเต้น ถ่ายรูปกันก่อนขึ้นเครื่อง สายการบินที่ไปคราวนั้นก็สายการบินคาเธ่แปซิฟิค เป็นของฮ่องกง  ก็มีการต่อเครื่องที่ฮ่องกง ได้ลงเดินเล่นที่สนามบินฮ่องกงกันพักใหญ่pl2

จากนั้นก็บินยาวเลย  เครื่องบินจะบินเลาะเรียบชายฝั่งไปทางทิศตะวันออก ผ่านญี่ปุ่น เกาหลี แล้วแวะพักเครื่องที่เมืองแวนคูเวอร์ประเทศแคนาดา  จากนั้นก็บินตรงสู่มหานครนิวยอร์กเลยทันที  เรียกได้ว่าตื่นขั้นมาคราใด ก็เห็นแต่ก้อนเมฆ  ได้ยินเสียงแอร์โฮสเตจเดินบริการอาหารเครื่องดื่มเป็นระยะๆ สำหรับก็ขอแต่ “วิสกี้ พลีสสสส…” ล่ะครับ 😀

pl

เมื่อมาถึงก็จะมีผู้ปกครองที่ได้รับมอบหมายมารับที่สนามบิน

JFK

จากนั้นเราก็เดินทางไปที่ลองไอแลนด์  ไปกราบนมัสการหลวงพ่อเป็นลำดับแรกเลย

พบหลวงพ่อ

ร่วมไว้อาลัยหลวงพ่อ พระเทพกิตติโสภณ

 พระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺณมหาเถร น.ธ.เอก,ป.ธ.7,พธ.บ.,พธ.ด.) เจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป และประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้มรณะภาพลง เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา  หลังจากได้ล้มป่วยมาตั้งแต่ วันที่ 10 กรกฎาคม 2553  ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก (Stroke)  คณะลูกศิษย์ ได้นำตัวท่านส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล Stony Brook University  เมื่ออาการอาพาธของท่านคงที่แล้ว  คณะแพทย์ได้อนุญาตให้นำกลับมารักษาตัวอยู่ที่วัดต่อไป  หลังจากมาพักรักษาตัวอยู่ที่วัด อาการอาพาธของพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ดีขึ้นตามลำดับ  เช่น  การรับรู้และการตอบสนองต่อผู้เข้าเยี่ยมได้ดีขึ้น จนเกือบเป็นปกติ  จนถึงคืนวันที่ 7 กันยายน 2554  เวลา 22.20 น. หลังจากฉันอาหารมื้อสุดท้าย  ท่านก็จากไปด้วยอาการอันสงบ โดยมีญาติสนิท พระอุปัฏฐาก และบรรดาศิษยานุศิษย์อยู่ด้วย จนวาระสุดท้าย สิริอายุรวม 79 ปี 9 เดือน 59 พรรษา รวมวันรักษาพยาบาล 14 เดือน กระผมในฐานะครูอาสาสมัคร โรงเรียนภาษาไทยวัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก ปี พ.ศ. 2543 และเคยได้อาศัยอยู่ที่วัด เป็นลูกศิษย์ท่านในช่วงการสอนซัมเมอร์ ขอร่วมไว้อาลัยจากการจากไปของหลวงพ่อในครั้งนี้ด้วยครับ

พาเหรดนานาชาติ ที่แมนฮัตตัน

บนรถขบวนแห่ งานพาเหรดนานาชาติ

อีกงานที่สุดแสนประทับใจ เก็บไว้โม้ได้อีกยาวนานของผมก็คือ  การได้ร่วมขบวนพาเหรดนานาชาติ ซึ่งงานนี้มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดขบวนมาร่วมงาน ทั้งดนตรี ฟ้อนรำ รถขบวนแห่ต่างประดับประดา มาประชันโฉมกันในวันนี้… ส่วนขบวนของคนได้ปี 2000  ซึ่งกว่าเราจะได้ออกงานก็มีการซ้อมกันหลายๆ ยก  มีน้องพี่นักดนตรีทั้งชาวไทยและชาวลาว …ครับชาวลาวจริงๆ คุณสอน มาดีดพิณให้ มีครูปี (ครูเอกดนตรีจากจุฬาฯ) ซึ่งเพิ่งเข้ามาหมาด ก็ถูกพวกเราลากเข้ามาร่วมวงอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้  นอกจากนี้ยังต้องประชุมเตรียมงานกับทางกงสุล และคนไทยหลายๆ กลุ่ม  จนมีความพร้อมที่สุดแล้ว… ก็ถึงเวลาออกงานล่ะครับ ขบวนของคนไทยรถถูกประดับด้วยดอกกล้วยไม้สวยสดงดงาม พวกเรานักดนตรีก็ได้ขึ้นไปบนรถเปิดประทุน 🙂 เล่นดนตรีจนหัวสั่นหัวคลอน เพราะรถมันก็วิ่งไปเรื่อยๆ คนรำก็รำอยู่ข้างหน้า มีหลายครั้งที่ผมอยากจะโดดลงจากรถ ไปเก็บภาพสวยๆ เพราะคนชอบถ่ายภาพแต่ดันไม่ได้ถ่าย อันเนื่องจากความสวยงามวิจิตรของขบวนแห่จากนานาประเทศมาล่อตาล่อใจนั้นสิครับ…แต่ก็ต้องทำหน้าที่ของตนต่อไป วันนั้นทั้งเหนื่อยทั้งสนุก เด็กๆ ที่โรงเรียนวัดไทยก็มาฟ้อนรำเกือบทุกคน 😀

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมาตลอด ขณะที่ทำการสอนที่อเมริกาก็คือ ได้พบได้เห็นคนไทย ที่รวมกลุ่มกันเป็นสังคมไทย และยังได้ร่วมกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่ในทุกๆ ครอบครัว มีการทำบุญในวัด จัดงานบุญผ้าป่าสามัคคี เหมือนที่วัดตามในชนบทที่ประเทศไทย  ทำให้รู้สึกว่า การเป็นคนไทยแล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้ เปรียบเสมือนสิ่งที่เป็นเครื่องหลอมรวมจิตใจร่วมกัน ทำให้สังคมไทยในอเมริกามีความอบอุ่น ไม่แตกต่างจากเมืองไทยเลย  อย่างในภาพนี้ก็มีงานบุญผ้าป่า ซึ่งมีผู้ปกครองนักเรียนหลายท่านตีกลองยาว ในขบวนแห่ผ้าป่า เด็กๆ ก็ฟ้อนรำ ส่วนผมก็งานประจำครับ “เป่าแคน” ไม่ใช่เป่าแคนตามระเบียบนะครับ เป่าตามใจฉันเอง 555

ชุมชนสัมพันธ์..เรื่องสำคัญสำหรับครูอาสาฯ

เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็ได้นั่งบินเป็นครั้งแรก แถมไปไกลเสียค่อนโลก และต้องไปอาศัยอยู่กะใครก็ม่ายรู้ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันเลย เป็นสถานการณ์ที่ครูทุกคนต้องเจอ และต้องอยู่ให้ได้ ด้วยภาระกิจที่มีร่วมกันนั่นคือการไปสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย ต้องไปเจอกับผู้คนมากมาย อาทิ นักเรียน ผู้ปกครอง ฝรั่ง(คนน่ะ) และแน่นอน ..พระ  ซึ่งทั้งสามส่วนสี่ส่วนดังกล่าวนี้จะต้องสัมพันธ์ต่อกันอย่างแนบแน่นเลยทีเดียว ภาระกิจที่สำคัญจึงจะลุล่วงไปได้… การมีอัธยาศัยที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะดูจะเป็นบุคลิกที่ควรจะมีในตัวคุณครูทุกคน การเคารพผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปนิสัยพื้นฐานของคนไทยอยู่แล้ว  แม้เราจะไปอยู่เมืองนอก แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า ยังไงเราก็ไปอยู่กับคนไทย สังคมไทยๆ ที่เขาเหล่านั้นยังอนุรักษ์เปรียบเสมือนอยู่เมืองไทยนั่นเอง  ดังนั้นคุณครูทุกคนแม้จะผ่านการฝึกอบรมก่อนไปสอนมาอย่างดี แต่เวทีจริงนั่นแหละจะพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงครับ.. ว้าวฝอยซะเป็นเรื่องเป็นราวเลยเรา กะว่าจะเป็นบล็อกเบลอๆซักกะหน่อย เอาเถอะเผื่อว่ามีครูท่านไหนที่หลงเข้ามา เพราะค้นหาจาก google ว่า “โครงการสอนภาษาไทยในสหรัฐอเมริกา” แล้วโชคชะตาพามาเจอบล็อกกระผมนี่ ซึ่งอาจจะได้ข้อมูลที่พอจะเป็นประโยชน์บ้างน่ะครับ 🙂

เยี่ยมบ้านผู้ปกครองที่ ลองไอแลนด์ ในภาพเป็นบ้านของคุณพี่สุวรรณีครับ

ร่วมกิจกรรมกับชุมชนสม่ำเสมอ ในภาพกำลังแห่กองผ้าป่าสามัคคี มีแต่แบ๊งดอลล่าห์ (ผมเติมเอง)

ผู้ปกครองพาไปค้างแรม และเล่นชักเย่อกันที่เดลาแวร์ ริมแม่น้ำเดลาแวร์

อยากบอกว่าคิดถึง..

แม้วันเวลาจะผันผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความรู้สึกเก่าๆ แสนจะอบอุ่นก็ยังคงกรุ่นอยู่ในใจเสมอมา อยากจะบอกว่าคิดถึง คึดฮอด..หล๊าย หลาย อยากไปอีก! 🙂  คิดถึงหลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงพี่มหา พระอาจารย์ทุกรูป ไม่มีเด็กวัด คิดถึงผู้ปกครองที่น่ารัก คิดถึงโซเฟอร์ทุกคนที่เคยพาหนีเที่ยว 🙂  และที่สำคัญคิดถึงเพื่อนครูทุกคนที่เคยร่วมงานกัน ไม่รู้อยู่ไหนกันบ้าง ถ้าบังเอิญเปิดเจอบล็อกนี้อยากให้ติดต่อกลับด่วน! (สั่งเลย 55) เป็นไงบ้างครูเอ ครูพิม..ทราบข่าวว่าย้ายไปสุโขทัย ครูยุ ครูเล็ก ครูปอง…นี่ก็ทราบว่าจบ Dr. แล้ว ครูจิ๊บ..นี่ก็ติดต่อกันบ่อยๆ นำนักศึกษามาออกค่ายที่ร.ร.กระผมประจำ ตอนนี้เป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาไทย มทร.กรุงเทพฯ ยินดีด้วยครับ  ส่วนท่านอื่นๆ อยากติดต่อเพื่อถามข่าวคราวกันบ้างครับ ตอนนี้เทคโนโลยีด้านอินเตอร์เน็ตมีหลากหลายสายพันธุ์ สารพัดของฟรีน่าใช้ ของกระผมก็มี เช่น facebook.com/kru.anon แล้วก็ twitter.com/anonxmen หรือไม่ก็เอาที่ง่ายสุดคลาสสิก อีเมล์ kru.anon@gmail.com  ติดต่อกันมาได้นะครับ หรือท่านอื่นที่เข้ามาอ่านบล็อกกระผม สนใจการไปสอนที่อเมริกา ออสเตรเลีย ก็ติดต่อเข้ามาได้ครับ ยินดีให้ข้อมูล ฟรี!  ??? 555

มุมภาพที่ไม่มีวันหวนกลับ

เอาล่ะครับเกือบจะครบ 365 วัน กระผมก็ได้ฤกษ์อัพเดทบล็อกเสียที ประเดี๋ยวจะเข้าใจว่ากระผมปล่อยบล็อกนี้ให้ลอยเคว้งคว้างไปเสียแล้ว ช่วงนี้ปิดเทอมก็เหมือนไม่ได้ปิด เพราะต้องไปอบรมอันโน้นอันนี้อยู่เรื่อยๆ ครูสมัยนี้เขาไม่ปล่อยโอกาสให้ไปทำไร่ไถนาเลย! ฮา…  วันนี้ผมมีภาพนึงที่ผมถ่ายไว้ที่นิวยอร์กและเหตุที่ตั้งชื่อบทความซะชวนสงสัยขนาดนั้นก็เพราะว่าสถานที่ที่ผมยืนถ่ายภาพนี้น่ะ มันไม่มีหลงเหลือแล้วล่ะครับ นั่นก็เพราะว่าผมถ่ายภาพบนชั้นที่ 110 ของตึกเวิลด์เทรด หรือ WTC ที่ได้พังถล่มลงมาเรียบร้อยแล้วนั่นเอง ภาพนี้ใช้กล้อง Nikon F4 ที่หลวงพ่อท่านเมตตาให้ผมยืมใช้ 🙂  ทำให้เห็นทัศนียภาพของกรุงนิวยอร์กสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี …อันที่จริงตอนนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรอกครับ คงเปลี่ยนเฉพาะภาพตึกแฝด เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เท่านั้นแหละครับ ที่ไม่เห็นยืนตระหง่านบนเกาะแมนฮัตตันอีกแล้ว (ตึกเอ็มไพร์สเตทกลับมาเป็นพระเอกอีกครั้ง) …

ระลึกถึงเหตุการณ์ 911 11 กันยา ถล่ม WTC

11 กันยายน 2544 คงเป็นวันที่หลายๆ คนยังจำได้ดี เพราะเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกแฝด เวิลเทรดเซนเตอร์ (WTC)  ก่อนหน้านั้น 1 ปี กระผมยังอยู่้ที่อเมริกา ได้ล่องเรือชมตึกแฝดคู่นี้บริเวณอ่าวนิวยอร์ก  ภาพทุกสิ่งทุกอย่างยังดูสวยงาม นอกจากนี้ยังได้ขึ้นไปเยี่ยมชมตึกด้วย (ภาพยังไม่ได้สแกน) แต่หลังจากนั้น 1 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป อาจจะพูดได้ว่าเปลี่ยนสถานการณ์โลกของเราไปเลย… ขอไว้อาลัยแด่ผู้จากไปทุกท่านนะครับ คงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก  อย่าให้ผู้บริสุทธิ์มาเป็นผู้รับเคราะห์อันเนื่องมาจากนโยบายต่างประเทศของคนไม่กี่คนเลย!

บนเรือเฟอรี่

บนเรือเฟอรี่ขณะล่องเรือชมแมนฮัตตัน เห็นตึก WTC ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

%d bloggers like this: